ไทย EN
Untitled Document
Untitled Document
ข่าว : 27 พ.ย. 2555
บทความ : 24 พ.ค. 2555
Untitled Document
Untitled Document
0 0 0 1 0 4 0 9 6
จำนวนผู้เข้าชม
Untitled Document
 
บทความ : 14 พ.ค. 2555
เลี้ยงกุ้งหน้าร้อนอย่างไรให้สำเร็จ

คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าสภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้ง มีผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในเขตพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ซึ่งเป็นบริเวณพื้นที่มีการเลี้ยงกุ้งเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเกษตรกรจะต้องมีความรู้และเข้าใจในปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และมีการเตรียมความพร้อมรับมือเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการเลี้ยงกุ้งในหน้าร้อน  “ข่าวกุ้ง”ฉบับนี้จึงขอรวบรวมและนำเสนอสภาพปัญหาและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับการเลี้ยงกุ้งในหน้าร้อน  รวมถึงการเตรียมความพร้อมเพื่อเป็นแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับการเลี้ยงกุ้งในฤดูกาลดังกล่าว

 สภาพปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับการเลี้ยงกุ้งในหน้าร้อน

 1 ขาดแคลนน้ำสำหรับเติมหรือเปลี่ยนถ่าย สภาวะอุณหภูมิที่สูงขึ้นและความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นในหน้าร้อน ส่งผลให้น้ำจากแหล่งน้ำภายนอกซึ่งส่วนใหญ่เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติมีคุณภาพที่แย่ลง มีความเค็มสูงขึ้น และมีปริมาณไม่เพียงพอ ทำให้สูบน้ำไม่ได้ ไม่สามารถเติมหรือเปลี่ยนถ่ายน้ำได้ และขาดแคลนน้ำระหว่างเลี้ยง

 2. ความเค็มของน้ำในบ่อเลี้ยงสูงขึ้น ปกติแล้วกุ้งขาวที่เลี้ยงในน้ำความเค็ม 25 พีพีที จะมีอัตราการเจริญเติบโตดีที่สุด ทั้งนี้เป็นเพราะในน้ำความเค็ม 25  พีพีที มีค่าออสโมลาลิตี้ (Osmolality) ใกล้เคียงกับในตัวกุ้งขาว จึงทำให้กุ้งไม่จำเป็นต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย พลังงานหรือสารอาหารที่กุ้งได้รับมาจากการกินอาหารจึงถูกนำไปใช้ในการเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่  แต่ในหน้าร้อนโดยเฉพาะพื้นที่การเลี้ยงกุ้งแถบชายฝั่งทะเล ซึ่งปกติมีการเลี้ยงกุ้งที่ความเค็มสูงอยู่แล้ว แต่เมื่อสภาพอากาศมีอุณหภูมิสูงขึ้นทำให้น้ำในบ่อเลี้ยงมีความเค็มสูงขึ้นกว่าเดิมมาก โดยบางพื้นที่มีความเค็มสูงมากกว่า 40 พีพีที ความเค็มของน้ำที่เปลี่ยนแปลงไปนี้จะส่งผลต่อความเข้มข้นของแร่ธาตุต่างๆ ในน้ำ ทำให้กุ้งต้องนำพลังงานและสารอาหารที่ได้รับจากการกินอาหารมาใช้ในการปรับตัว เพื่อรักษาสมดุลในร่างกายเป็นส่วนใหญ่ จึงเหลือไว้เพื่อใช้ในการเจริญเติบโตได้น้อยลง โดยที่ความเค็มของน้ำในบ่อที่สูงขึ้นจะมีการแพร่ของน้ำออกจากร่างกายของกุ้งตลอดเวลา ซึ่งกุ้งที่อยู่ในระยะก่อนลอกคราบนั้นต้องทำการดึงน้ำเข้าสู่ร่างกายเพื่อทำให้เปลือกเดิมมีการขยายตัวเพื่อช่วยในการลอกคราบ แต่ในสภาวะที่ความเค็มน้ำในบ่อสูงขึ้น กุ้งจะสูญเสียน้ำตลอดเวลา จนในบางครั้งเราจะสังเกตเห็นว่ามีกุ้งตายคาคราบหรือลอกคราบไม่ออก

 3. เกิดการแบ่งชั้นของน้ำ เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงทำให้เกิดการแบ่งชั้นของน้ำ โดยน้ำด้านบนจะมีอุณหภูมิสูงกว่าด้านล่าง ซึ่งการแบ่งชั้นของน้ำนี้เกิดขึ้นเนื่องจากความแตกต่างของอุณหภูมิ มักจะเกิดกับบ่อเลี้ยงขนาดใหญ่และมีความลึกมาก แต่อย่างไรก็ตามการแบ่งชั้นของน้ำก็สามารถเกิดขึ้นได้กับบ่อเลี้ยงที่มีความลึกไม่มาก แต่มีปริมาณแพลงก์ตอนและสารแขวนลอยค่อนข้างสูง โดยเฉพาะช่วงที่มีแสงแดดจัด ลมสงบและไม่มีการหมุนเวียนของน้ำ เนื่องจากกุ้งเป็นสัตว์เลือดเย็น อัตราเมตาบอลิซึมจะขึ้นกับอุณหภูมิของน้ำเป็นหลัก โดยกุ้งจะต้องใช้พลังงานจำนวนหนึ่งเพื่อการปรับระดับอุณหภูมิของร่างกายให้เท่ากับอุณหภูมิของสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง แต่เนื่องจากการปรับตัวของกุ้งนั้นมีขีดจำกัด ดังนั้นเมื่ออุณหภูมิของสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้อุณหภูมิของน้ำและร่างกายมีความแตกต่างกันมาก กุ้งไม่สามารถปรับตัวได้ทัน กุ้งจึงเกิดความเครียด อ่อนแอ และเป็นสาเหตุให้กุ้งตายได้

 4. สีน้ำเข้มขึ้น เนื่องจากในหน้าร้อนสภาพอากาศที่อุณหภูมิสูงและมีแสงแดดจัด ประกอบกับการเลี้ยงกุ้งที่หนาแน่นและมีการให้อาหารมาก ทำให้มีของเสียซึ่งเกิดจากการขับถ่ายและการสะสมของอาหารที่เหลือ สารต่างๆ เหล่านี้จะถูกเปลี่ยนแปลงเป็นธาตุอาหารทำให้อัตราการเจริญเติบโตของแพลงก์ตอนพืชเป็นไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งสูงเกินกว่าระดับที่เหมาะสมจนทำให้เกิดแพลงก์ตอนบลูม ส่งผลให้ค่าพีเอชและออกซิเจนแกว่ง มีความแตกต่างในรอบวันมาก โดยในช่วงกลางคืนจนกระทั่งถึงเช้าน้ำจะมี  พีเอชลดลงมาก ส่วนปริมาณออกซิเจนก็จะลดต่ำลงด้วยและอาจไม่เพียงพอต่อกุ้ง ส่วนในเวลากลางวันน้ำมีค่าออกซิเจนสูงเกินจุดอิ่มตัวและมีค่าพีเอชสูง ถ้าเกิดการตายของแพลงก์ตอนพร้อมๆ กัน ออกซิเจนจะถูกใช้โดยจุลินทรีย์เพื่อย่อยสลายซากแพลงก์ตอนเหล่านี้ ทำให้ปริมาณออกซิเจนลดลงอย่างรวดเร็วจนกระทั่งเกิดสภาวะขาดแคลนออกซิเจน ส่งผลทำให้กุ้งเครียด อ่อนแอ และมีการตายเกิดขึ้นในที่สุด

 5. ปริมาณออกซิเจนละลายน้ำลดลง อุณหภูมิและความเค็มที่สูงขึ้นในหน้าร้อนส่งผลให้ความสามารถในการละลายของออกซิเจนในน้ำลดลง โดยปริมาณออกซิเจนในน้ำจะต่ำกว่าปกติ รวมทั้งอุณหภูมิที่สูงจะส่งผลให้กระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์ต่างๆ ของจุลินทรีย์เกิดได้ดีและเร็วมากขึ้น ทำให้ต้องใช้ออกซิเจนในกระบวนการดังกล่าวมากขึ้นด้วย ประกอบกับสิ่งมีชีวิตต่างๆในบ่อมีความต้องการออกซิเจนในกระบวนการเมตาบอลิซึมของร่างกายมากขึ้น ทำให้ปริมาณออกซิเจนในบ่อเลี้ยงอาจมีไม่เพียงพอได้

6. การย่อยสลายของเสียเกิดได้เร็วขึ้น อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะเป็นตัวเร่งทำให้เกิดการย่อยสลายสารอินทรีย์ต่างๆได้ดีและเร็วขึ้น ทำให้ปริมาณออกซิเจนไม่เพียงพอ และยังทำให้ความเป็นพิษของสารบางตัว เช่น แอมโมเนีย เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นจะอยู่ในรูปที่เป็นพิษต่อกุ้งมากขึ้น นอกจากนี้ในหน้าร้อนมีความกดอากาศต่ำ ทำให้ก๊าซต่างๆ ที่สะสมอยู่ในตะกอนเลนก้นบ่อเกิดปฏิกิริยาระเหยขึ้นมาได้ง่าย ส่งผลที่เป็นอันตรายต่อกุ้งได้

7. ผลกระทบของอุณหภูมิต่อการกินอาหารของกุ้ง เนื่องจากกุ้งเป็นสัตว์เลือดเย็น ซึ่งอุณหภูมิของร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิของน้ำ โดยปกติกุ้งจะกินอาหารได้ดีที่อุณหภูมิในช่วง 28-30 องศาเซลเซียส แต่ในหน้าร้อนอุณหภูมิในช่วงเที่ยงจะอยู่ที่ประมาณ 33-34 องศาเซลเซียส ซึ่งอุณหภูมิที่สูงขึ้นนี้ จะส่งผลกระทบต่อกุ้งทำให้กุ้งกินอาหารลดลง โดยเฉพาะกุ้งขาวถ้าอุณหภูมิของน้ำสูงเกิน 32 องศาเซลเซียส กุ้งจะไม่กินอาหาร เพราะฉะนั้นจะมีผลกระทบค่อนข้างมากโดยเฉพาะบ่อเลี้ยงกุ้งที่มีน้ำตื้น (ชลอ ลิ้มสุวรรณ) 

ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงปัญหาส่วนหนึ่งที่มักจะพบเจอได้เสมอสำหรับการเลี้ยงกุ้งในหน้าร้อน ซึ่งปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง การเตรียมพร้อมและแนวทางแก้ไขปัญหาสำหรับการเลี้ยงกุ้งในหน้าร้อน สามารถสรุปได้ดังนี้

การเตรียมความพร้อมและแนวทางแก้ไขปัญหาการเลี้ยงกุ้งในหน้าร้อน

 1. มีปริมาณบ่อพักน้ำที่เพียงพอ เนื่องจากน้ำจากแหล่งน้ำในหน้าร้อนจะมีคุณภาพที่ต่ำลง และมีปริมาณที่ไม่เพียงพอ ประกอบกับในหน้าร้อนอัตราการระเหยของน้ำในบ่อเร็วขึ้น สีน้ำเข้มเร็วกว่าปกติ จึงมีความจำเป็นต้องเติมน้ำหรือเปลี่ยนถ่ายน้ำมากกว่าปกติ  ถ้าปริมาณบ่อพักน้ำมีไม่เพียงพอจะทำให้ขาดแคลนน้ำสำหรับเติมหรือเปลี่ยนถ่ายในระหว่างการเลี้ยงได้ ทำให้กุ้งเครียด อ่อนแอและตายในที่สุด โดยปริมาณบ่อพักน้ำควรจะมีอย่างน้อยร้อยละ 30-50 ของพื้นที่ฟาร์ม

2. มีการเตรียมบ่อที่ดี ในช่วงของการเตรียมบ่อควรจะต้องมีการนำเลนออกให้มากที่สุด เพื่อลดปัญหาออกซิเจนต่ำในระหว่างการเลี้ยง และลดปัญหาการบลูมของแพลงก์ตอนเนื่องจากตะกอนเลนเป็นแหล่งธาตุอาหารที่ดีสำหรับการเจริญเติบโตของแพลก์ตอน  

 3. เตรียมอุปกรณ์การเลี้ยงให้ครบ ในหน้าร้อนอุณหภูมิและความเค็มสูงจะทำให้การละลายของออกซิเจนลดลง รวมทั้งกระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์จะเกิดขึ้นได้ดีและเร็วมากขึ้น ทำให้ความต้องการใช้ออกซิเจนมากขึ้นด้วย  ส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดต่ำลง ดังนั้นจะต้องเพิ่มเครื่องให้อากาศให้เพียงพอ ซึ่งการใช้เครื่องให้อากาศแบบแอร์เจ็ทจะช่วยลดการระเหยของน้ำได้ดีกว่าการใช้เครื่องตีน้ำแบบใบพัดตีน้ำ นอกจากนี้การใช้เครื่องให้อากาศยังช่วยให้น้ำผสมกันได้ดีไม่เกิดการแยกชั้นของน้ำ  ส่วนอุปกรณ์อื่นๆ เช่น เครื่องสูบน้ำ จะต้องมีการเพิ่มปริมาณให้เพียงพอเพื่อจะได้สูบน้ำมากักเก็บไว้ในบ่อเก็บน้ำให้ทันเวลาในช่วงน้ำขึ้นสั้นๆ

4. เลี้ยงกุ้งไม่หนาแน่นจนเกินไป  การเลี้ยงกุ้งที่ความหนาแน่นมากจนเกินไปทำให้ต้องเพิ่มปริมาณอาหารที่ให้กุ้งมากขึ้น  ทำให้เกิดการสะสมของสารอินทรีย์ที่พื้นก้นบ่อมากขึ้น เมื่อสารอินทรีย์เหล่านี้เกิดการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ก็จะทำให้ปริมาณออกซิเจนลดต่ำลง ซึ่งในหน้าร้อนอุณหภูมิที่สูงทำให้ไปเร่งการย่อยสลายสารอินทรีย์รวมทั้งปฏิกิริยาอื่นๆ ได้ดีและรวดเร็วขึ้น ทำให้ปริมาณออกซิเจนไม่เพียงพอได้ ทำให้กุ้งเครียด อ่อนแอ และป่วยในที่สุดได้ โดยความหนาแน่นที่แนะนำสำหรับการลงเลี้ยงกุ้งขาวคือ อยู่ที่ประมาณ 60-80 ตัวต่อตารางเมตร  นอกจากนี้ช่วงเวลาการปล่อยลูกกุ้งลงเลี้ยงในบ่อควรเป็นช่วงที่อากาศเย็น เนื่องจากอุณหภูมิของอากาศและน้ำที่สูงเกินไปจะทำให้กุ้งมีอัตรารอดที่ต่ำ

5. เลือกใช้อาหารที่มีคุณภาพสูงและให้อาหารในปริมาณที่เหมาะสม อาหารที่มีคุณภาพสูงจะต้องเป็นอาหารที่กุ้งนำไปใช้ในการเจริญเติบโตได้ดี มีของเสียเกิดขึ้นน้อย นอกจากนี้อาหารที่มีคุณภาพสูงยังช่วยทำให้กุ้งแข็งแรงและมีความต้านทานต่อโรคสูง เนื่องจากสภาพอุณหภูมิที่สูงในหน้าร้อน จะส่งผลกระทบต่อการกินอาหารของกุ้งดังที่กล่าวมาแล้ว ดังนั้นเกษตรกรจะต้องเพิ่มความระมัดระวังในการให้อาหารให้มากขึ้น  เพราะอาหารที่เหลือนอกจากทำให้สิ้นเปลืองแล้วยังทำให้เกิดการสะสมของสารอินทรีย์ในบ่อเลี้ยงมากขึ้น เมื่อสารอินทรีย์เหล่านี้เกิดการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ก็จะทำให้ได้ธาตุอาหารต่างๆ  รวมทั้งสารที่เป็นพิษเกิดขึ้น เช่น แอมโมเนีย ไนไตรท์ และไฮโดรเจนซัลไฟด์ เป็นต้น ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพกุ้ง เมื่อธาตุอาหารเหล่านี้มีปริมาณมากขึ้นจะส่งผลให้แพลงก์ตอนพืชเพิ่มปริมาณมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการแกว่งของคุณภาพน้ำในแต่ละรอบวันมาก เมื่อแพลงก์ตอนเหล่านี้ตายลงก็จะเกิดการสะสมทับถมอยู่ที่พื้นก้นบ่อ ทำให้พื้นบ่อเน่าเสีย ส่งผลกระทบต่อกุ้งทำให้กุ้งเครียด อ่อนแอและติดโรคได้ง่ายขึ้น

ฤดูกาลและสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยภายนอกที่เราไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งในหน้าร้อนนั้นความแห้งแล้งและอุณหภูมิที่สูงขึ้นล้วนส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงกุ้งในหลายด้าน แต่ถ้าเกษตรกรมีความเข้าใจในสถานการณ์ของฤดูกาลและมีการเตรียมความพร้อมที่ดี รวมทั้งมีการติดตามเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดแล้ว หน้าแล้งและร้อนนี้เกษตรกรก็จะสามารถประสบความสำเร็จในการเลี้ยงกุ้งได้อย่างแน่นอน

ที่มา วารสารข่าวกุ้ง ปีที่ 24 ฉบับที่ 285 เดือนเมษายน 2555

กลับสู่หน้ารวม
Untitled Document